บางอย่าง…หายไป : จันทร์กระจ่าง

เรื่องสั้น

สายลมอุ่นระอุ พัดเอาละอองทรายตรงทางเดินเบื้องหน้า ตลบฟุ้งขึ้นมาเบา ๆ ตามล้อรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับผ่านไป แสงแดดอ่อนยามสายทำให้ภาพทั้งหมดดูเด่นชัดขึ้นในชั่ววินาที ลอยตัวขึ้นมาแล้วดิ่งลงสู่พื้นทรายดังเดิมดั่งละรอกคลื่นในมหาสมุทร ที่โถมเข้าสู่ชายหาดแล้วจางหายไป ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา เดินสวนกันไปมาอยู่หน้าร้านเป็นระยะ ๆ

ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งใกล้กับทางเดินเท้า จิบกาแฟยามสาย แลดูพฤติกรรมของผู้คนรอบข้างไปพลาง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปตามกระแสรู้สึกและอารมณ์ บางครั้งหลุดเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว ครุ่นคำนึงถึงอดีตที่ผ่านพ้นล่วงเลยมา ทบทวนถึงสิ่งต่าง ๆ ในอดีต และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเป็นไปในอนาคตอันใกล้ บางคราวมองเหม่อไปกับภาพปัจจุบันในเบื้องหน้า รถวิ่งสวนกันไปมา ผู้คนเดินเข้า-ออกภายในร้าน ฟังเสียงพูดคุยกันหลากหลายภาษา

— คิดถึงกรุงเทพ ฯ —

ความรู้สึกที่แสดงตัวของมันเพียงเศษเสี้ยววินาที เหมือนกลัวว่าใครจะจับมันได้ทันบอกผมเช่นนั้น จริงหรือนี่ เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อผมเป็นคนตัดสินใจเองที่ต้องการจะหนีเมื่อสามเดือนที่แล้ว หนีจากกรุงเทพ ฯ เมืองฟ้า หนีจากความวุ่นวายและความกดดันจากการใช้ชีวิตในเมืองหลวง หนีจากรากเหง้าของตัวเอง ผมพยายามคาดคั้นหาคำตอบจากตัวเอง คงเป็นเพราะผมคิดถึงบางอย่างในกรุงเทพ ฯ มากกว่าที่จะคิดถึงกรุงเทพ ฯ ผมตอบตัวเองเช่นนั้น

ผมคิดถึงเสียงเพลง คิดถึงสเตริโอเครื่องโปรด โซฟาตัวเก่าที่วางอยู่หน้าห้องนอน หันหน้าเข้าหาลำโพงคู่ใหญ่ที่วางขนาบข้างอยู่กับเครื่องเล่น มุมโปรดของผม ที่ ๆ ผมมักจะนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา อ่านหนังสือเล่มโปรด เปิดเพลงป๊อปฟังสบาย ๆ คลอไปเบา ๆ ในยามที่พอจะมีเวลาว่าง ที่ ๆ ผมใช้ปลดปล่อยอารมณ์อันขุ่นมัวออกไปจากจิตใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ ผมมักจะนั่งอยู่ที่มุมเดิม เปิดเพลงร็อคเพลงโปรดให้ดังที่สุดเท่าที่จะไม่เป็นการรบกวนห้องอื่น ๆ จนเกินไป แล้วปลดปล่อยตัวเองไปกับเพลงนั้น เสียงกีตาร์แหบพร่าที่สับลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า นักร้องนำโก่งคอตะเบงเสียงร้องสุดตัวเหมือนดั่งว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ (แทรกเนื้อร้องดีไหม) บางท่วงทำนองแปรเปลี่ยนเป็นท่อนโซโลที่มีเสียงรี๊ดกีตาร์แหลมสูงบาดแก้วหู สลับกับเสียงกลองดังหนักแน่นราวกับผู้ตีหวดกระหน่ำลงมาอย่างไม่ยั้งมือ ผมคิดถึงอารมณ์นั้น

ผมคิดถึงโรงภาพยนตร์ ที่ ๆ ผมมักจะเลือกหลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง หนีจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ เข้าไปอยู่ในนั้น แล้วฝังตัวเองอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ปลดปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปกับภาพและเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลัง หลายครั้งที่ผมมักจะได้แง่คิดและมุมมองดี ๆ จากภาพยนตร์บางเรื่อง นอกเหนือไปจากความรู้สึกเป็นสุขเมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์ หลังจากที่ได้ระบายความรู้สึกอัดอั้นออกไป ด้วยการระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นหรือร้องไห้เบา ๆ เมื่อได้เสพเรื่องราวบีบคั้นสะเทือนใจ ผมคิดถึงอารมณ์แบบนั้น

และที่สำคัญที่สุด ผมคิดถึงเพื่อนสนิท สหายร่ำสุราผู้รู้ใจ สามเดือนกว่าแล้วที่เราไม่ได้พบกัน ปกติเรามักเจอกันเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เมื่อต่างคนต่างหาเวลาว่างจากภารกิจที่จำต้องปฏิบัติได้ตรงกัน เจอกันที่ร้านเดิม เวลาเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิม ๆ อย่างน้อยบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ของสถานที่แห่งนั้น ก็ช่วยปลอบประโลมให้หัวใจของเราชุ่มชื้นขึ้นมาได้บ้าง เมื่อเราได้อยู่ใกล้ ๆ กับธรรมชาติ นานมากแล้วที่เราไม่มีโอกาสบรรจุสัมภาระที่จำเป็น ทั้งหม้อสนาม เปล เต็นท์ อาหารแห้ง เบ็ดตกปลาและอื่น ๆ ลงกระเป๋าเป้ ยกขึ้นสะพายหลัง ออกเดินทางเข้าป่าเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่างร่วมกัน มันนานมากเสียจนกระทั่งหลงลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เราเข้าป่าด้วยกันนั้น มันเมื่อไหร่กันแน่

ภาระรับผิดชอบในหน้าที่การงาน วิถีชีวิตในเมืองหลวงแย่งเอาเวลาและพลังจากเราไปเสียสิ้น เมื่อพอจะมีเวลาว่างในช่วงสั้น ๆ บ้าง เราต่างก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า แสวงหาธรรมชาติเพื่อเติมพลังกลับมาต่อสู้กับชีวิตในเมือง เท่าที่เราทำได้จึงเพียงแค่ หาร้านเหล้าเล็ก ๆ สงบ ๆ ที่ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป บรรยากาศโดยรอบปกคลุมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นที่นัดพบเพื่อร่วมดื่ม (ขยายร้านดีไหม) เรามักนั่งดื่มกันเงียบ ๆ มากกว่า บางครั้งแทบนับจำนวนคำได้เลยที่เราสนทนาต่อกัน อาจเป็นเพราะผมกับเขารู้จักกันมานานจนเกินไป นานจนเรารู้ใจกันและกันได้ดีพอ การสื่อสารกันด้วยคำพูดจึงมีความสำคัญลดน้อยลงไป

เราสื่อสารกันทางความรู้สึกเสียมากกว่า ต่างคนต่างนั่งอยู่ในมุมของตัวเอง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ เพียงลำพัง ชนแก้วเพื่อดื่มร่วมกันในบางครั้ง แต่น่าแปลกที่เรากลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้สึกเหงา ทั้งที่เราไม่ค่อยจะสนทนากันสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามเรากลับรู้สึกนิ่ง สงบ เหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว ในขณะเดียวกันเราก็รู้สึกอบอุ่นและสบายใจเหมือนว่าอยู่ในโลกส่วนตัวใบเดียวกัน บางครั้งเราร่วมกันดื่มให้กับ ความยากจนข้นแค้นของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ ดื่มให้กับความสำเร็จในการโกงกินบ้านเมืองของข้าราชการไทย ดื่มให้กับความอยุติธรรมในสังคม ดื่มให้กับข่าวฆ่าข่มขืน การฆ่าตัวตาย และอาชญากรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ทุกวี่วันในหน้าหนังสือพิมพ์ แก้วแล้วแก้วเล่า หยดสุราคล้ายถูกแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาไหลนองอยู่ข้างใน และสุดท้ายเราดื่มให้กับตัวเองที่ต้องมาทนอยู่ในเมือง ๆ นี้

เมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด – รีบแย่งกันโหนรถเมล์ฝ่าควันพิษ เบียดเสียดกับผู้คนรอบข้างที่เร่งรีบพอกัน – เพื่อที่จะไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลาตอกบัตรเข้าทำงาน – ก้มหน้าก้มตาทำงาน – พักกินข้าวเที่ยง – กลับมาก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ – รอให้ถึงเวลาเย็นเพื่อตอกบัตร – ออกจากที่ทำงานรีบแย่งกันโหนรถเมล์ฝ่าควันพิษ เบียดเสียดกับผู้คนรอบข้างที่สีหน้าอิดโรยอ่อนล้าไม่แพ้กัน – เพื่อที่จะกลับให้ถึงบ้านเร็วที่สุด – กินข้าวเย็น – นั่งดูทีวีสักพัก – อาบน้ำแล้วรีบเข้านอน – เมื่อหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย – เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรซ้ำซากดั้งเดิมอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น นับวันเรายิ่งรู้สึกว่า เรา กลาย เป็นเครื่องจักรกลมากขึ้นทุกที เสรีภาพที่เราเคยมี ค่อย ๆ ระเหิดหายกลายเป็นอากาศธาตุ วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ชีวิต ใช้เราเสียคุ้มค่า

สามเดือนกว่าแล้ว ที่เราไม่มีโอกาสได้ดื่มร่วมกันอีกเลย นับตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจหนีจากกรุงเทพ ฯ แต่การรอคอยอันยาวนานก็ใกล้จะจบลงแล้ว พรุ่งนี้แล้วสินะที่ผมจะได้พบเพื่อนสนิท สหายร่ำสุราผู้รู้ใจของผมอีกครั้ง ผมและเขา เราจะออกตามหาบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปร่วมกันอีกครั้ง เราจะเริ่มต้น ใช้ชีวิต กันเสียที

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *