ฉากของความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้ง : นายธนา

เรื่องสั้น

ผมขว้างนาฬิกาปลุกปิดมันแล้วโยนไว้บนที่นอน 7โมง50แล้ว มีเรียนตอนแปดโมง ผมรีบล้างหน้า แปรงฟัน แล้วเดินมาที่โรงรถ สตาร์ท

เหลือบดูเกน้ำมันคาดว่าคงไม่พอไปมหาลัยหรอก มอเตอร์ไซค์คันเก่าคันนี้พ่อรักมันนักหนา เพราะพ่อซื้อมันมาตอนบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ

เติมน้ำมัน 20บาทได้มา1ลิตรกับอีกนิดหน่อยแวะร้านพิมพ์งานเอารายงานที่จ้างเขาพิมพ์ ไม่บ่อยนักที่ผมจะต้องจ้าง นอกจากจะอ่านหนังสือไม่ทันแล้วรายงานยังไม่เสร็จเหมือนคราวนี้ พิมพ์หน้าละ8 บาท ปริ๊นส์หน้าละ 2 บาท รายงาน 40 หน้า 400 บาทพอดี ในร้านมีเด็กประถมโดดมาเล่นเกมส์ เครื่องถัดไป

เด็กม.ต้น3-4คนรุมจ้องดูภาพผู้หญิงไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ที่โหลดจากอินเตอร์เน็ต ร้านนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง คนเล่นเต็มเกือบตลอด ลองคำนวณรายได้ดู ทำให้ผมเรียนจบแล้วอยากทำธุรกิจนี้บ้าง

ขับมอเตอร์ไซค์มาถึงประตูหลังมหาวิทยาลัยยามขอตรวจบัตรด้วยหน้าตากระหายอำนาจ ผมตอบสนอง (ภายใต้จิตใจที่เสแสร้ง)

“พี่ครับขอเอารายงานไปส่งแป๊บหนึ่งนะครับ” ที่นี้ทำให้ผมรู้ว่า การเสแสร้งปลิ้นปล้อนทำให้เราอยู่รอดได้

 นั่งอยู่ในห้องเรียนที่ร้อนอบอ้าวของต้นเดือนพฤษภคมาในคาบเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ห้องแอร์เย็นฉ่ำตรงข้าม เป็นห้องเรียนนักศึกษาภาคสมทบที่ค่าเรียนพอ ๆ
กับมหาลัยเอกชน

“ตอนนี้ผู้นำของเราได้เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งเพื่อเจรจาด้านความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ” เสียงอาจารย์บรรยายผ่านไมค์ลอยขนาดเล็กที่เหน็บติดคอเสื้อ

“อาจารย์คิดว่าท่านกำลังเจรจาพื่อจะร่วมกันกับประเทศนี้ ในการกำหนดราคาข้าวที่จะส่งออกของทั้งสองประเทศ” ถ้าเป็นอย่างอาจารย์คาด ผมรู้สึกดีใจที่ไม่ได้เลือกท่านผู้นำคนนี้กับบริษัทของเขามาบริหารประเทศ เพราะเคยรู้มาว่าประเทศในแถบแอฟริกาสั่งนำเข้าปลายข้าวจากประเทศผม ที่เขาสั่งเฉพาะปลายข้าวเพราะราคามันถูก นี่ขนาดไม่ขึ้นราคายังมีคนอดอาหารเด็ก ๆ อดตาย แล้วถ้าขึ้นเหตุการณ์อย่างนี้มันจะร้ายแรงขนาดไหน

“สหภาพโซเวียตเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสู่ทุนนิยมอย่างฉับพลัน ทำให้เศรษฐกิจประเทศต้องล้มละลาย” อาจารย์บรรบายแล้วเปลี่ยนแผ่นใสแผ่นต่อไป

รูปบนกระดานเป็นรูปอดีตประธานาธิบดีจีน “เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เปลี่ยนสู่ระบบทุนนิยมเหมือนกันแต่เติ้งเลือกใช้วีธีปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจจีนไม่ล้มละลายเหมือนสหภาพโซตเวียต”

หมดชั่วโมงผมเอารายงานไปส่งแล้วเดินออกมาจากห้อง พบกับคลื่นหนุ่มสาวกองทัพส้นตึกและกองทัพมือถือ ทั้งเดินทั้งวิ่งสวนทางกันเหมือนจะมุ่งเข้าหากันกันจนเต็มทางเดิน
มันทำให้ผมนึกถึงภาพสงครามในละครทีวีละครย้อนยุคแสดงภาพบรรพบุรุษของประเทศผม สู้กับบรรพบุรุษของประเทศเพื่อนบ้านที่พรมแดนติดกันด้านทิศตะวันตกเราขัดแย้งกันมาตั้งแต่อดีต บางทีก็เงียบบางทีก็ปะทุขึ้นมาอีก

ยิ่งหนังสือพิมพ์ประเทศผมประโคมข่าวเรื่องนายจ้างประเทศผม ถูกลูกจ้างจากประเทศนั้นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ละครทีวี ภาพยนต์นำเรื่องขัดแย้งในอดีตมาสร้างเผยแพร่เรียกผู้ชมได้ไม่น้อยความขัดแย้งดำเนินไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแม้จะไม่รุนแรงถึงกับเกิดสงครามก็ตาม

ประเทศผมคงโชคดีที่มีรัฐมนตรีทางด้านทหารอาสาใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเจรจากับประเทศนั้นแต่ไม่สำเร็จ กระแสความขัดแย้งของคนทั้งสองชาติยังคงรุนแรงเหมือนเดิม

ผมเดินมาที่หอสมุด เปิดประตู ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี่กระเปร่าขึ้น นั่งอ่านหนังพิมพ์ประเทศผมกำลังจะรวยจากสมบัติจากญี่ปุ่น
เราจะไม่ต้องเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ เอดีบี งั้นก็หมายถึงมหาลัยผมไม่ต้องออกนอกระบบด้วยซิแต่แล้วฝันของคนทั้งประเทศก็สลายเพราะเป็นข่าวลือ

พลิกอ่านข่าวต่างประเทศ อเมริกันกล่าวแค่เสียใจแต่ไม่ยอมขอโทษกรณีเครื่องบินชนกันในเขตที่จีนอ้างว่าเป็นน่านฟ้าจีน

ผมงีบหลับไป นานเท่าไไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่นักศึกษาสาวคนหนึ่งโดนบรรณารักษ์วัยกลางคนท่าทางหงุดหงิดด่าเธอด้วยข้อหาใช้โทรศัพท์มือถือในห้องสมุด

เที่ยงแล้วหิวข้าวแต่ยังไม่กินดีกว่ายังมีเรื่องต้องใช้เงินอีกเยอะ
            

ผมขับมอเตอร์ไซค์กลับหอพัก ดูสภาพเหมือนชุมชนแออัดแต่สำหรับเด็กจากบ้านนอกอย่างผมห้องขนาดกระทัดรัดมีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ ห้องน้ำ ทีวีเก่าๆ ที่เอามาจากบ้านแค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว ผมเดินมาเปิดประตู ยิ้มทักทายยายที่อยู่ห้องข้าง ๆแกอาศัยอยู่กับลูกสาวที่เป็นพนักงานขายในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งและหลานชายหญิงไม่ใส่เสื้อเนื้อตัวมอมแมมวัยยังไม่เข้าโรงเรียนอีก2คน

ในห้องแคบๆ  เปิดทีวี.นายเดนนิส ติโตมหาเศรษฐีชาวอเมริกันบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการเป็นพลเมืองโลกคนแรกที่ได้ท่องอวกาศ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *