คำสัญญา : กาน้ำชา

เรื่องสั้น

ตอนที่1

ฝนเดือนกรกฎาคมตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้อากาศเย็นและชื้นลงในบางวันแม้แต่แสงแดดก็ไม่สามารถทอลอดกลุ่มเมฆที่ดูขมุกขมัวลงมาได้ วันนี้ก็เช่นกันไม่มีแสงแดดอบอุ่น ไม่มีท้องฟ้าสดใส มีแต่อากาศอบอ้าวมาตั้งแต่เช้า พอตกบ่ายเมฆฝนก็เริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล แล้วพอสัญญาณบอกเวลาโรงเรียนเลิกดังขึ้น เมฆฝนที่เห็นอยู่ลิบๆ ก็เคลื่อนตัวเข้ามาอยู่เหนือโรงเรียนและหมู่บ้าน แต่ยังหรอกมันยังไม่กลายเป็นฝนแล้วตกลงมาแต่ก็คงอีกไม่นาน เมื่อคิดเช่นนั้น นักเรียนจำนวนมากก็รีบเดินออกจากโรงเรียนตรงดิ่งกลับบ้าน แทบไม่มีใครเลยที่คิดจะอยู่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนในวันที่มีอากาศเช่นนี้ ปิงพิมพ์และสุดเขตต์ก็เช่นกัน ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามาตามถนนเส้นเล็กๆที่ทอดยาวจากตัวโรงเรียนไปตามความลาดชันของเนินเขาสู่หมู่บ้านเบื้องล่าง เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่ปิงพิมพ์มักจะกล่าวชื่นชมมันทุกครั้งเพราะสองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากสีในวันที่อากาศสดใส หากแต่ในเวลาเช่นนี้ทั้งคู่ไม่มีเวลาพอที่จะสนใจมันมากนัก ทั้งสองเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพื่อให้พ้นจากเฆมฝน

“ปิงไม่ชอบอากาศอย่างนี้เลย มันทำให้ต้องรีบเร่งไปหมดทุกอย่าง แล้วเส้นทางระหว่างโรงเรียนกับบ้านก็..เฮ้อ! ทำไมโรงเรียนต้องมาตั้งอยู่บนเขานะเขต” ปิงพิมพ์ถอนใจเล็กๆ หากแต่สุดเขตต์ก็ยังคงยิ้มเยือนให้เธอด้วยความอบอุ่น

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะปิง ปิงเคยชอบเส้นทางสายนี้ไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ ทุกวันนี้ปิงก็ยังชอบอยู่แต่…ไม่ใช่เวลาที่ต้องรีบเดินเพราะกลัวฝนที่ไล่หลังมา ปิงไม่ชอบเวลาที่อากาศเป็นอย่างนี้”

“ของอะไรก็ตามมันก็ต้องมีดีและไม่ดีทั้งนั้น ไม่มีสิ่งไหนที่จะมีด้านเดียวหรอก”

ปิงพิมพ์หันมามอง สุดเขตต์มักมีคำพูดดีๆมาให้เธอแปลกใจเสมอ เขาเป็นเพื่อน เป็นพี่ และเป็นคนรักที่ดีจริงๆ หากแต่พอคิดมาถึงตรงนี้ฝนที่เห็นตั้งเค้ามาแต่ไกลก็เริ่มลงเม็ดโปรยๆแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มออกวิ่งอย่างน้อย ก็เพื่อให้ตัวเองเปียกน้อยลง

บริเวณเชิงเขามีบ้านสีขาวหลังเล็กน่ารักตั้งอยู่ หากแต่บ้านนี้ไม่มีใครอยู่และไม่ค่อยมีใครสนใจเพราะมีเสียงร่ำลือว่ามีวิญญาณสิงอยู่ หลายคนบอกว่าในยามค่ำคืนมักจะเห็นหญิงชราที่หน้าต่าง บางครั้งในเวลากลางวันก็มีเสียงโยกเก้าอี้ภายในบ้าน คนจำนวนมากเลยไม่กล้าเข้าใกล้ และพยายามไม่ให้ความสนใจมันอีกต่อไป แต่ในวันที่มีสายฝนโปรยปรายเช่นนี้และมีท่าทีว่าจะตกหนักขึ้นนั้น ถ้าแกล้งลืมเรื่องเล่าน่ากลัวๆนั้นไปชั่วครู่ มันก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่หลบฝนดีๆได้เช่นกัน อีกอย่างปิงพิมพ์และสุดเขตต์ไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องราวทำนองนี้มากนัก ก็คิดดูสิบ้านสีขาวหลังเล็กๆที่แม้สีขาวของตัวบ้านจะซีดจางลงตามกาลเวลาแต่ก็ยังคงบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งบ้านหลังนี้น่ารักน่าอยู่เพียงไร และบ้านน่ารักขนาดนี้จะมีผีได้อย่างไรกัน แต่ถึงคิดทั้งคู่ก็คงไม่สนใจเท่าไหร่แล้วเพราะพอวิ่งมาได้ถึงหน้าบ้านหลังนี้ฝนที่ลงเม็ดโปรยๆเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งคู่วิ่งเข้าไปหลบฝนตรงระเบียงไม้ที่ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เหนือระเบียงขึ้นไปมีชายคาสีขาวซีดๆที่รับกับระเบียงยื่นออกมาพอกันแดดกันฝนได้ แต่ละอองฝนก็ยังคงสาดเข้ามาโดนเนื้อตัวทั้งคู่เปียกปอนไปบ้าง

“ปิงเข้าไปในบ้านดีกว่า เขตต์ว่าฝนคงตกอีกนาน”

หากแต่ปิงพิมพ์มีทีท่าลังเลเล็กน้อย “แต่.แต่ว่า…มีคนบอกว่า…”

“โธ่เอ๋ย!ก็แค่คนบอกว่า.นะปิงไม่มีอะไรหรอก เข้าไปเถอะอยู่ตรงนี้นานๆอาจจะไม่สบายได้นะ” แล้วสุดเขตต์ก็ดึงมือเพื่อนหญิงของเขาให้เดินตามไปเข้าไป

สุดเขตต์เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปมีปิงพิมพ์เกาะมือเขาไว้แน่น บรรยายดูวังเวงยังไงชอบกล มันดูเย็นๆ แล้วก็ขมุกขมัวเหมือนท้องฟ้าในตอนนี้จริงๆ หล่อนกลัว…ใช่..หล่อนยอมรับแม้ปากมักจะบอกว่าไม่กลัวก็จริงแต่ในบรรยากาศเช่นนี้มันเหมือนกับละครผีที่ดูในโทรทัศน์เลยนี่นาจะไม่ให้กลัวได้อย่างไรกัน

“สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหมครับ ผมกับเพื่อนของหลบฝนที่นี่สักพักนะครับ” สุดเขตต์ตะโกนบอกเจ้าของสถานที่ แม้จะรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้านหลังนี้ก็ตาม แต่เขาคิดว่าควรขออนุญาตก่อนเพื่อความสบายใจของตัวเองและปิงพิมพ์ แต่พอสิ้นเสียงสุดเขตต์ ก็มีเสียงเก้าอี้โยกดังเอี๊ยดแอดคล้ายรับรู้ พร้อมๆกับลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดผ่านหน้าพวกเขา แค่นี้มันก็เกินพอที่จะทำให้ปิงพิมพ์ถึงกับผวากอดแขนเขาแน่นขึ้นไปอีก

“เขตต์…สะ..เสียง อะ..อะ..ไรนะ.” น้ำเสียงของปิงพิมพ์แสดงความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนตัวเขาเองก็เริ่มมีความกลัวเกาะกินใจบ้างแล้ว หากแต่ถ้าแสดงออกปิงพิมพ์ก็คงยิ่งหวาดผวา ดังนั้นเขาจึงต้องขจัดความกลัวทิ้งไปก่อน ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งปลอบกึ่งกล้าว่า

“ไม่มีอะไรหรอก.เสียงลมที่เข้ามาทางหน้าต่างนะ เราลองหาเทียนมาจุดให้ห้องสว่างกันดีกว่านะ”

ปิงพิมพ์พยักหน้า แม้สีหน้ายังคงมีความหวาดกลัวแต่เธอก็ยังคงอุ่นใจหน่อยๆที่มีสุดเขตต์เป็นเพื่อน ทั้งคู่เริ่มลงมือหาเทียนและไม้ขีด โชคดีที่มันพอจะมีเหลืออยู่บ้าง พวกเขาจุดเทียนขึ้นสองสามเล่ม และมันก็ทำให้ห้องดูสว่างไสวขึ้น ทั้งคู่หันไปมองรอบๆ แต่แล้ว

“กรี๊ด!” ปิงพิมพ์ก็ร้องขึ้นสุดเสียงพร้อมๆกับกอดเขาเสียแน่น เสียงของเธอก็ค่อนข้างสั่นขณะที่ชี้มือตรงข้างหน้าต่างบานหนึ่งโดยไม่กล้ามอง

“เขตต์.. นั่นๆ มีจริงด้วย วิญญาณคุณยายที่นั่งข้างหน้าต่าง” สุดเขตต์มองตามมือของปิงพิมพ์ สิ่งที่เห็นมันทำให้เขาเงียบไปชั่วขณะก่อนที่เสียงหัวเราะของเขาจะทำลายความเงียบลงและทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆ

“ปิง..มันไม่ใช่นะ ดูดีๆสิ ภาพวาดตะหากภาพวาดคุณยาย เป็นคุณยายที่ดูอบอุ่นมากเลย”

ปิงพิมพ์ค่อยๆหันไปมองบ้างและหล่อนก็เห็นแล้วว่าเป็นภาพวาดของคุณยายขนาดเท่าตัวคนจริงๆวางผิงผนังไว้ ผู้วาด วาดได้เหมือนคนจริงๆ ถ้ามองดูไม่ดีหรือมองระยะไกลๆ จะทำให้เห็นเหมือนคนจริงๆ นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง

“จริงด้วย… เล่นเอาตกใจหมดเลย ปิงนี่ไม่ไหวเลยนะ ขี้กลัวจริงๆ” หล่อนบอกอย่างเขินๆ

“ธรรมดา เพราะเหมือนคนจริงๆมากเลย แล้วตอนมองครั้งแรกเขตต์ก็กลัวนะ แต่เห็นปิงแล้วถ้าเขตต์ทำท่ากลัว คงยิ่งไปกันใหญ่”

ปิงพิมพ์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “เขตต์นี่เป็นที่พึ่งได้จริงนะ”

“อย่าชมกันอย่างนี้สิ เขตต์ก็เขินเป็นนะปิง”

ปิงพิมพ์เดินเข้าไปใกล้ๆภาพคุณยายแล้วพูดกับภาพว่า “ขอหลบฝนหน่อยนะคะคุณยาย…” ก่อนที่จะหันมาพูดกับสุดเขตต์ “พอดูใกล้ๆแล้ว คุณยายดูใจดีนะ ยิ้มของคุณยายดูอบอุ่น ไม่รู้ว่าใครมาวาดไว้แต่ที่แน่ๆ ตอนวาดภาพนี้คนวาดคงกำลังมีความสุขแน่ๆเลยนะ ”

“อืม..อาจจะเป็นเจ้าของบ้านคนก่อนก็ได้ ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าวิญญาณหญิงชราข้างหน้าต่างก็คือภาพวาดคุณยายใจดีนี่เอง” พอสิ้นเสียงสุดเขตต์ เสียงเก้าอี้ที่ดังเอี๊ยดอาดในตอนที่เข้ามาตอนแรกก็ดังมาอีก ทั้งคู่หันไปมองและพบว่า ข้างหน้าต่างบานหนึ่งที่กระจกแตกมีเก้าอี้โยกวางตั้งอยู่ และเมื่อยามลมพัดมาคราใด เก้าอี้นั้นก็เอนไหวไปตามสายลมทำให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอาดขึ้น

“บ้านนี้แต่ก่อนคงจะอบอุ่นน่าดูเลยนะ เจ้าของบ้านคนก่อนคงจะเป็นคุณตาคุณยายใจดีแล้วก็มีหลานเล็กๆ” ปิงพิมพ์พูดไปทั้งๆที่สายตายังคงจับจ้องภาพวาดตรงหน้า

“ปิงรู้ได้ไง”

“ อ้าวก็..ดูลักษณะบ้านแล้วเดาเอานะ อีกหน่อยพอปิงแก่แล้ว ปิงก็อยากมีบ้านอย่างนี้อยู่”

สุดเขตต์มองใบหน้าฝันๆของสาวน้อยตรงหน้าด้วยความสุขใจ ปิงพิมพ์เป็นเด็กสาวที่ใจดีและมีความฝันที่ดีๆอยู่เต็มหัวใจ และเขาก็ดีใจที่ตัวเองเป็นคนครอบครองหัวใจดวงน้อยนั้น

ฝนหยุดตกแล้ว มีเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาภายนอกดังเปาะแปะ อากาศก็แจ่มใสขึ้นแสงแดดที่ไม่ได้เห็นมาตลอดวันตอนนี้ทอดลอดม่านสีขาวลงมาบ้างแล้ว และตอนนี้มันก็สาดแสงเข้ามาทางหน้าต่างเกือบทุกบานให้บ้านหลังนี้ กลิ่นดินชื้นๆโชยเข้ามา ทำให้ทั้งคู่ต้องลุกขึ้นและกล่าวอำลาคุณยายผู้ใจดี

“ฝนหยุดแล้วล่ะปิง กลับกันดีกว่า วันหลังค่อยมากันใหม่” สุดเขตต์ดับเทียนที่ตอนนี้เหลือเพียงเล็กน้อยเสียขณะที่ปิงพิมพ์ละจากภาพวาดตรงหน้าและบอกลาคุณยายผู้ใจดี

“ไปก่อนนะคะคุณยาย ขอบคุณที่ให้ที่หลบฝนและจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ”

สีหน้าคุณยายยังคงยิ้มละมัยให้กับคนทั้งคู่ที่เดินจากไป และดูเหมือนจะยิ้มมากขึ้นเหมือนยินดีที่มีคนมาเยี่ยมเยือนแกในวันนี้ แว่วเสียงสุดท้ายก่อนที่ประตูจะปิดลง

“มาคราวหน้าจะมาซ่อมหน้าต่างให้คุณยายล่ะ”

ตอนที่2

ภาพของสาวน้อยตรงหน้าที่แต่งตัวทะมัดทะแมง สีหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม และยังท่าทางสนุกสนานนั่นอีก ในมือหนึ่งถือกระตร้าใส่อาหารเดินออกมาจากห้องด้านหลัง ทำให้คุณพิมพาต้องละจากงานฝีมือตรงหน้า และมองด้วยความแปลกใจ

“จะไปไหนลูก ดูท่าจะสนุกเชียว”

ลูกสาวยิ้มให้แล้วเดินมานั่งข้างๆพูดคุยด้วยน้ำเสียงประจบ “ไปทุ่งตรงเชิงเขาค่ะแม่ อากาศดีออกวันนี้ ไม่ได้เห็นอากาศสดใสอย่างนี้มาเป็นอาทิตย์แล้วนะคะ”

คุณพิมพายิ้มให้ลูกสาวอย่างอ่อนโยน “ไปกับตาเขตต์ล่ะซิ..แล้วนี่ตระกร้าอะไรล่ะ”

“อาหารกลางวันค่ะ..กลางวันนี้แม่ต้องทานข้าวกับพ่อสองคนนะคะ แล้วเย็นเจอกันค่ะ”

ลูกสาวหอมแก้มคุณแม่หนึ่งฟอด ก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มีสายตาของคุณแม่ยังสาวมองตามด้วยความเอ็นดูปนระอากับความว่องไวเกินหญิงของลูกสาว

.
.
.

ปิงพิมพ์เอาตระกร้าอาหารใส่ไว้ที่ตระกร้าหน้าจักรยานก่อนที่จะโหนตัวขึ้นไปบนรถและขี่ออกไปยังจุดนัดหมาย วันนี้เป็นวันหยุดที่มีอากาศดีมากๆในรอบหลายสัปดาห์นี้ แสงแดดอบอุ่นสาดส่องไปทั่วบริเวณหมู่บ้าน เธอเร่งปั่นจักรยานไปตามถนนสายเล็กๆที่ทอดไปสู่เนินเขา วันนี้เธอนัดกับสุดเขตต์ที่ชายทุ่งก็จริงแต่จุดหมายที่แท้จริงคือบ้านสีขาวหลังเล็กๆที่เขาและเธอใช้เป็นที่หลบฝนในวันก่อน ปิงพิมพ์คิดว่าเธอและสุดเขตต์ค้นพบความลับของบ้านหลังนั้นที่ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ และทั้งคู่ก็สัญญาว่าจะไม่บอกใคร ในวันที่ดีๆแบบนี้ก็ควรน่าจะไปช่วยกันซ่อมกระจกที่แตกให้กับคุณยายและทำความสะอาดบ้านให้คุณยายหน่อย ปิงพิมพ์ปั่นจักรยานมาพร้อมกับอารมณ์ที่แจ่มใสจนถึงเชิงเขาที่นัดหมายกับสุดเขตต์ เขามารออยู่แล้วที่ตระกร้าหน้ารถของเขาก็มีสัมภาระมากมายพอดู พอเขาเห็นเธอเขาก็โบกให้ ปิงพิมพ์จอดจักรยานไว้ข้างๆจักรยานของเขา

“เอาอะไรมาบ้างนะเขตต์”

“ก็อุปกรณ์ที่ใช้ซ่อมแซมนะ แต่ไม่มีกระจกนะว่าจะใช้ไม้แทน และก็เทียนไขกับไม้ขีดเอาไปแทนของที่เราใช้ไปคราวก่อน และปิงล่ะเอาอะไรมาบ้าง” เขาชะโงกไปดูที่หน้ารถของเธอ “โห! ตระกร้าใบเดียวเอง”

“แหมตระกร้าใบเดียวก็ทำให้เธออิ่มได้ล่ะน่า แล้วก็ยังมีผ้าที่จะเอามาใช้ทำความสะอาดอีกนะ”

“งั้นออกเดินทางได้”

“เดี๋ยวเขตต์ .. รอปิงเดี๋ยวนะ”

ปิงพิมพ์เดินเข้าไปในเขตทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีและสายลมเย็นๆ เธอเด็ดดอกไม้สีสวยเหล่านั้นมาเต็มกำมือก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถจักรยาน

“ไปกันได้แล้ว!”

.
.
.

บ้านของคุณยายวันนี้ก็ยังคงดูเงียบเหงาเหมือนเคยด้วยบริเวณนี้ไม่ค่อยจะมีคนเดินผ่านไปมามากนักอาจจะเป็นเพราะคำร่ำลือเรื่องผีๆ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านมักหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทน แต่ในวันที่สดใสแบบนี้เมื่อมองกันชัดๆ บ้านคุณยายดูน่าอยู่มาก ต้นไม้ใหญ่อย่างต้นปีบที่ขึ้นอยู่ในบริเวณบ้านดูร่มรื่น แสงแดดส่องลอดใบไม้เป็นลำไปกระทบกับหน้าต่างมองเห็นหน้าคุณยายยิ้มเยือนมาให้ในเงาแดด ก็เพราะอย่างนี้นี่แหละถึงมีคำร่ำลือดังว่า คนวาดภาพก็เข้าใจเอาภาพมาวางข้างหน้าต่างให้คนกลัวกันเสียจริง รอบๆบ้านสีขาวมีดอกไม้เล็กๆสีแดงและเหลืองดูน่ารักแม้ว่าตอนนี้ดูจะรกไปบ้างเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ เฉลียงบ้านเต็มไปด้วยใบไม้ที่ล่วงหล่นจากต้นยามเมื่อลมพัดมาแรงๆ เด็กทั้งคู่จอดจักรยานของตนพิงไว้กับรั้วไม้ก่อนที่จะช่วยกันหอบสัมภาระเข้าไปสู่ตัวบ้าน ภายในบ้านวันนี้ดูสว่างไสวไม่น่ากลัวเลยซักนิดเดียว ทั้งคู่เดินไปทักทายคุณยายที่อยู่ข้างหน้าต่าง

“สวัสดีค่ะคุณยาย วันนี้อากาศดีจังนะคะ คุณยายก็คงสบายดี วันนี้เราสองคนจะมาช่วยกันทำความสะอาดบ้านให้คุณยายนะคะ”

ทั้งปิงพิมพ์และสุดเขตต์เริ่มลงมือทำงานของตน สุดเขตต์ช่วยซ่อมบานหน้าต่างที่แตกโดยเอาไม้มาแทนที่กระจกหน้าต่างเพื่อไม่ให้ลมพัดสิ่งสกปรกและใบไม้เข้ามาได้ ส่วนปิงพิมพ์ก็กวาดห้องและถูห้อง ทั้งคู่ช่วยกันทำงานอย่างสนุกสนานไม่มีใครบ่นเลย และเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงศรีษะงานทั้งหมดในห้องก็เสร็จลง ห้องดูสะอาดมากขึ้น ของต่างๆที่ระเกะระกะในตอนแรกก็ได้รับการจัดวางให้เข้าที่ สุดเขตต์เดินไปเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทมากขึ้น ขณะที่ปิงพิมพ์ เอาดอกไม้ที่เก็บมาใส่ลงในแจกันและลงมือรื้อตระกร้าอาหาร

“เขตต์ กินข้าวได้แล้วปิงทำแซนด์วิช ง่ายๆมานะ เดี๋ยวกินเสร็จแล้วจะได้ไปกวาดระเบียงกัน”

สุดเขตต์เดินเข้ามานั่งขณะที่ปิงพิมพ์ส่งแซนด์วิชให้ “นี่ใจคอจะทำทั้งหมดในวันนี้เลยเหรอ”

“ก็..แหม ทำให้มันเสร็จๆไปเลยดีกว่า เขตต์กินสิ อร่อยนะ มีอีกเยอะด้วย”

ทั้งคู่ทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย คุยไปเล่นไปแล้วจู่ๆ สุดเขตต์ก็ถามคำถามที่ปิงพิมพ์ยังไม่เคยคิดหรือบางทีอาจจะคิดแต่ก็ไม่จริงจังนัก “อีกไม่นานเราก็จบกันแล้วนะ ปิงจะทำอะไรต่อไปนะ”

ปิงพิมพ์เงียบไปครู่หนึ่งเธอมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย “ก็คงจะเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯนะ เขตต์ล่ะ”

“เขตต์ก็คงจะเหมือนปิง แต่อาจจะเรียนที่ตัวเมืองนะว่าจะสอบโควต้าดูนะ…งั้นอีกไม่นานเราคงต้องจากกันแล้วนะ” เสียงของสุดเขตต์ดูเศร้าๆยังไงไม่รู้ บรรยากาศรอบข้างก็พอดูเศร้าๆไปด้วย ปิงพิมพ์เองก็ชักจะคิดอะไรไม่ออกเช่นกัน

“แต่ก็ยังไม่แน่นะเขตต์ ปิงอาจจะไม่ไปเรียนที่กรุงเทพฯก็ได้ เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดนะ ตอนนี้กินเข้าไปก่อนเดี๋ยวจะได้ทำงานต่อ”

ทั้งคู่เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะพูดขึ้นว่า

“ดูสิ…คุณยายท่าทางจะมีความสุขนะที่มีคนมาเยี่ยมนะ”

“นั่นสิ.. งั้นหลังเลิกเรียนเรามานั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือที่นี่ดีไหมคุณยายจะได้มีเพื่อน”

และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมาทั้งคู่ก็มักจะนำการบ้านและงานต่างมานั่งทำภายในบ้านสีขาวที่มีคุณยายใจดีนั่งยิ้มละมัยรอรับพวกเขาอยู่ข้างหน้าต่างเสมอๆ

.
.
.

เย็นมากแล้ว ท้องฟ้าถูกระบายไปด้วยแสงสีแดงและส้ม ที่ขอบฟ้าดวงอาทิตย์สีส้มกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ทิวเขา เด็กทั้งสองขี่จักรยานมาตามถนนเล็กๆที่เข้าสู่หมู่บ้าน ผ่านสวนส้มเล็กๆที่มีเจ้าของใจดีร้องทักทาย ผ่านบ้านอีก2-3หลัง จนมาถึงร้านค้า ร้านเดียวในหมู่บ้านทั้งคู่จอดจักรยานและแวะดื่มน้ำ จึงได้ยินเรื่องราวบางอย่างจากโต๊ะข้างๆที่มีหญิงวัยกลางคน 2 คนนั่งคุยกัน

“แกได้ยินเรื่องที่ตาจ้อยเล่าให้ฟังหรือเปล่า”

“เรื่องอะไรล่ะแม่กลอย”

“ก็เรื่องบ้านสีขาวตรงเชิงเขานะซิ ตาจ้อยแกเจอดีเข้าให้แล้ว”

ทั้งปิงพิมพ์และสุดเขตต์หูผึ่ง เพราะวันนี้เขาทั้งสองอยู่ในบ้านหลังนั้นทั้งวัน ทั้งคู่ทำทีดูดน้ำจากแก้ว แต่เงี่ยหูฟังไปตลอด

“วันนี้ตาจ้อยแกไปหาของป่ามา ขากลับเดินผ่านบ้านหลังนั้น โอ๊ย!ได้ยินเสียงคนคุยกัน เป็นเสียงผู้หญิงกับผู้ชาย คุยกันใหญ่เลย แกกลัวจะแย่ วิ่งกลับมาแทบไม่ทัน บังเอิ๊น บังเอิญ..เจอฉันเป็นคนแรกแกเลยเล่าให้ฟัง”

“แหม เฮี้ยนจริงๆนะ กลางวันแท้ๆ ฉันต้องไม่ให้ยายนกมันเดินผ่านบ้านนั้นตอนกลับจากโรงเรียนเสียแล้วเดี๋ยวเจออะไรเข้าแย่เลย มันยิ่งขี้กลัวอยู่ด้วย”

ปิงพิมพ์และสุดเขตต์จ่ายค่าน้ำแล้วรีบออกจากร้านทั้งคู่เดินจูงจักรยานคุยกันมาตลอดทางแต่ละคนมีสีหน้าครุ่นคิด

“เขตต์…คิดว่าที่ตาจ้อยได้ยินนะเป็นเสียงของพวกเรามะ”
“ก็คงอย่างนั้น ก็บ้านนั้นไม่มีผีสักหน่อย..แล้วผีที่ไหนจะออกมาตอนกลางวัน”

ปิงพิมพ์หัวเราะ แต่แววตาขี้เล่นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “งั้นพรุ่งนี้คงรู้ไปทั้งหมู่บ้านว่าตาจ้อยเจอผีกลางวันแสกๆ แต่ก็ดีเหมือนกันนะ”

“ดียังไงปิง”

“ก็…ความลับก็ยังคงเป็นความลับอยู่ไงล่ะ และเป็นความลับของเราสองคนด้วย”

ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างมีความสุข และเป็นจริงอย่างที่ปิงพิมพ์บอก ในวันรุ่งขึ้นข่าวเรื่องตาจ้อยเจอผีก็เป็นที่รู้กันทั่วหมู่บ้าน แม้แต่ที่โรงเรียนก็คุยกันแต่เรื่องนี้ แต่ไม่ว่าเพื่อนๆหรือคนในหมู่บ้านจะพูดว่าอย่างไร ทั้งปิงพิมพ์และสุดเขตต์ก็ยังคงแวะเวียนไปคุยกับคุณยายที่บ้านหลังนั้นอยู่เสมอๆ และข่าวเรื่องผีที่บ้านสีขาวตรงเชิงเขาก็ดูเหมือนจะเฮี้ยนหนักทุกวัน

 

ตอนที่3

สายลมหนาวสุดท้ายของปีนี้พัดมาแล้วและอีกไม่นานฤดูร้อนก็คงมาเยือน เวลาแห่งการจากใกล้เข้ามาทุกที เขาไม่รู้จะบอกกับปิงพิมพ์อย่างไรดี แน่นอนว่าทั้งเขาและเธอต้องออกจากหมู่บ้านเพื่อไปเรียนต่อเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แต่ที่ๆเขาจะไป ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในตัวเมือง ไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านเมืองที่แตกต่าง บ้านเมืองที่มีฤดูกาลมากกว่า 3 ฤดู บ้านเมืองที่ยามลมหนาวพัดผ่านจะพัดพาหิมะล่วงหล่น บ้านเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก สุดเขตต์มองหน้าสาวน้อยข้างๆแล้วก็ถอนใจ แค่นั้นก็เกินพอที่จะทำให้ปิงพิมพ์หันมามองด้วยความแปลกใจแกมเป็นห่วง

“เขตต์ เป็นอะไรนะพักนี้ดูมีท่าทางไม่ค่อยดีเลย มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า เล่าได้นะเก็บไว้คนเดียวอึดอัดตาย”

เฮ้อ!ก็เป็นซะอย่างนี้แล้วนี่เขาจะบอกกับหล่อนได้อย่างไรกัน…แต่เขาก็ยังคงยิ้มให้ปิงพิมพ์อย่างอ่อนโยน

“ไม่มีอะไรมากหรอก เครียดเรื่องสอบนิดหน่อย แล้วก็คิดว่าอีกหน่อยเราคงไม่ได้เรียนด้วยกันแล้ว คงจะไม่ได้เจอกันนานๆ คิดถึงแย่” สุดเขตต์พูดแล้วก็หันกลับไปมองที่นอกหน้าต่างจึงไม่ได้เห็นร่องรอยของความกังวลบนสีหน้าของปิงพิมพ์

“แต่บ้านเราก็อยู่ที่นี่นะเขตต์ ปิดเทอมก็กลับบ้านเราก็เจอกันแล้ว ไม่แน่นะเราอาจจะสอบติดที่เดียวกันก็ได้ อย่าเพิ่งคิดมากเลย” น้ำเสียงของปิงพิมพ์ไม่ค่อยมั่นใจนักแต่สุดเขตต์ก็ไม่ได้สังเกตเพราะเขากำลังครุ่นคิดเรื่องของตัวเองอยู่

“เขตต์ วันนี้ปิงไม่แวะบ้านคุณยายนะ ต้องรีบกลับบ้านวันหน่อยนะ”

“ได้สิ.. ไม่เป็นไรหรอก”
.
.
.
วันนี้จึงไม่มีปิงพิมพ์อยู่ข้างๆภายในบ้านสีขาวของคุณยาย สุดเขตต์ต้องการเวลาสำหรับตัวเอง ต้องการใครสักคนที่จะรับฟังเรื่องราวของเขา..ใครสักคนที่ไม่ใช่ปิงพิมพ์…. ภายในห้องสีขาวซึ่งมีภาพวาดของคุณยายวางพิงผนัง หนุ่มน้อยหน้าตาคมคายนัยต์ตามีแววหวานคล้ายผู้หญิง กำลังนั่งบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้คุณยายผู้อารีฟัง นัยต์ตาที่มักจะส่งประกายอบอุ่นอยู่เป็นนิจ หากแต่เวลานี้นัยต์ตาคู่นั้นฉายแววอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด

“ยายครับผมจะบอกกับเธอยังไงดี…อีกไม่นานผมและเธอก็ต้องแยกย้ายจากกันไปเพื่อการเรียนและเพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง แต่ที่ๆผมจะไปมันไม่ใช่ใกล้ๆแค่ปิดเทอมก็กลับบ้านได้ มันไกลมาก ไกลกันคนละซีกโลกเลยทีเดียว แล้วที่สำคัญ…ไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่จะไปแต่เราจะไปทั้งครอบครัว เราจะทิ้งที่นี่ไป ที่นี่จะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ดีๆเท่านั้น เราสองคนอาจจะไม่ได้เจอกันอีกก็ได้นะครับยาย…”

สายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างเหมือนกับจะปลอบใจเขา และแม้แต่สีหน้าของคุณยายก็ยังคงยิ้มละมัยแต่เป็นยิ้มที่ดูอบอุ่นและปลอบโยน เขาเงยหน้าขึ้นดวงตามีร่องรอยของหยาดน้ำคลออยู่ในหน่วยตาทั้งสองข้าง

“ผมกลัวครับยาย..ผมกลัวว่าผมจะกลายเป็นเพียงความทรงจำของเธอและอีกหลายๆปีให้หลังแม้แต่ในความทรงจำของเธอก็จะไม่มีที่ให้ผมอยู่…”

“ไม่หรอกเขตต์ … ปิงไม่ใช่คนอย่างนั้นนะ” เสียงใสๆที่เคยคุ้นหากแต่เวลานี้ดูเศร้าสร้อยไม่แพ้กัน ดังขึ้นก่อนที่เขาจะกล่าวอะไรต่อไป

สุดเขตต์หันไปตามเสียง ท่าทียังคงสงบหากแต่แววตาเท่านั้นที่มีร่องรอยของความตระหนกซึ่งเขาก็พยายามที่จะเก็บมันให้มิดชิด

“ปิง ปิงมาได้ยังไงไหนว่าวันนี้ต้องรีบกลับบ้าน”

ไม่มีเสียงตอบจากผู้ถูกถามเธอเดินมาทรุดนั่งข้างๆเขาและเริ่มเล่าเรื่องราวของเธอให้กับคุณยายฟังบ้าง โดยไม่ให้ความสนใจกับเขาอีกสืบไป น้ำเสียงของเธอดูเศร้าๆเหงาๆยังไงไม่รู้

“ยายคะ วันนี้ปิงมีเรื่องจะมาเล่าให้ยายฟัง ปิงรู้ว่ามันค่อนข้างโหดร้ายกับคนแก่ๆที่จะต้องมารับฟังเรื่องร้ายๆในวันเดียวกันถึงสองเรื่อง แต่ยายคะช่วยฟังเรื่องของปิงหน่อย ปิงไม่รู้จะบอกกับเขตต์อย่างไรดี…”

สุดเขตต์มองสาวน้อยที่นั่งข้างๆด้วยความแปลกใจ ปิงพิมพ์มีอะไรกันแน่ วันนี้เธอดูแปลกๆมาตั้งแต่เช้า ไม่เล่น ไม่ยั่วแหย่เหมือนเคย เขาเองไม่ได้ให้ความสนใจเธอเลยเพราะมัวแต่คิดเรื่องของตัวเองอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็น เวลานี้จึงเพิ่งสังเกตว่าหน้าตาของเธอดูเศร้าสร้อยเหมือนแบกความทุกข์ไว้เต็มเปี่ยม หากแต่เขาก็ยังคงฟังเธอคุยกับคุณยายไปเรื่อยๆ

“อีกไม่นาน ฤดูร้อนก็จะมาแล้ว ทุกคนก็ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปิงและเขตต์ก็ด้วย ปิงไม่รู้จะบอกกับเขตต์ยังไงดี ว่า…พ่อกับแม่ของปิงจะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ปิงก็ต้องไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เราจะย้ายบ้านไป และคงไม่ได้กลับมาที่นี่หลายปี”

น้ำตาของปิงพิมพ์เริ่มพรั่งพรู่เมื่อพูดถึงประโยคนี้ น้ำเสียงเธอสั่นอย่างชัดเจน

“ยายว่า…เขตต์เขาจะลืมปิงไหมคะ เวลาสี่ห้าปีนานพอที่จะทำให้คนที่เคยรักกันลืมกันไหมคะยาย…”

สุดเขตต์จับมือของเธอไว้แน่น เขาจับไหล่ของเธอให้หันมาเผชิญหน้ากัน เขาได้ยินเรื่องของเธอแล้วและคิดว่าเธอก็คงได้ยินเรื่องของเขาแล้วเช่นกัน หากแต่เวลาที่ว่ามันคงนานกว่าสี่ห้าปี เขารู้สึกหดหู่ในหัวใจ รู้สึกเหมือนใครเอาคีมมาบีบหัวใจเขา มันเจ็บปวด มันร้อนรน มันทุรนทุราย หากแต่ในเวลานี้เขาต้องเข้มแข็ง เขาจะให้ปิงพิมพ์เห็นน้ำตาแห่งความอ่อนแอของเขาไม่ได้

“ปิง ฟังเขตต์นะ ปิงรู้ใช่ไหม ได้ยินใช่ไหมว่าเขตต์ต้องไปต่างประเทศ ปิงเองก็ต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ ต่อไปปิดเทอมเราคงไม่ได้เจอกันอย่างที่เคยคุยกันไว้ มันคงนานเป็นปีๆกว่าเราจะพบกันอีก…และ…” พอพูดถึงตรงนี้ลำคอของเขาก็เริ่มตีบตันขึ้นมาเฉยๆ แต่เขาก็ยังคงพยายามเปล่งเสียงออกมาให้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วมันช่างแผ่วเบาซะเหลือเกิน ปิงพิมพ์มองเขาด้วยแววตาชนิดหนึ่งแววตาที่เห็นแล้วเหมือนความฝันทั้งหลายถูกทำลายลงแล้วอย่างสิ้นเชิง…

“ปิง…เขตต์จะต้องไปต่างประเทศกับครอบครัว คงจะนานเป็นปีๆและคงไม่ใช่สี่ห้าปี มันอาจจะนานกว่านั้น แต่เขตต์สัญญา เขตต์จะไม่ลืมปิง เราจะต้องได้พบกันอีก สัญญากับเขตต์ได้ไหม เมื่อเราโตขึ้นเรียนรู้โลกมากขึ้น ยืนได้ด้วยตัวของเราเอง เราจะกลับมาพบกันอีก…กลับมาพร้อมกับหัวใจดวงเดิม….”

ปิงพิมพ์เงยหน้าที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่มีความอบอุ่นและเข้าใจให้กับเเธอ เธอพยักหน้าทั้งน้ำตา

“เราจะดูแลตัวเอง…รอวันที่เติบโตขึ้นอย่างสวยงามแล้วเราก็จะบ่มเพาะความฝันในตอนนี้ให้เติบโตขึ้นพร้อมกับตัวเรา…ไม่ว่าวันนี้และวันไหนๆเรา…จะมีกันและกันเสมอมาและเสมอไป”

“แน่นอนปิง เราเติบโตขึ้นเป็นคนใหม่ที่ยังคงมีหัวใจด้วยหัวใจดวงเดิม แล้วเราจะได้พบกัน”

ปิงพิมพ์ยกนิ้วก้อยขึ้นและสุดเขตต์ก็เอานิ้วก้อยของเขาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเธอเป็นคำสัญญา

“สัญญานะ..ในวันนี้อีกสิบปีให้หลังเราจะกลับมาพบกันใหม่ ที่นี่…ที่บ้านหลังนี้”

คุณยายผู้ใจดีมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับทุกๆวัน เป็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมีเมตตา ทว่าสีหน้าของคุณยายในวันนี้ดูช่างเปี่ยมสุขเสียเหลือเกินอาจจะเป็นเพราะว่าคำสัญญาของทั้งคู่ทำให้คุณยายทราบว่าอย่างน้อยๆบ้านสีขาวหลังนี้ก็ยังมีคนคิดถึง และในวันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาก็จะกลับมาเยี่ยมเยียนแกอีก
.
.
.
ลมร้อนพัดมาแล้ว หากแต่เป็นลมร้อนที่แสนเศร้าสร้อย วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของสุดเขตต์ต้องบอกลาหมู่บ้านแห่งนี้ไปก่อน แม้บรรยายกาศรอบๆตัวของทั้งคู่ดูจะไม่สมกับคำว่าหน้าร้อนเลยสักนิด เพราะในความรู้สึกของคนทั้งคู่มันช่างดูอ้างว้างและเหงียบเหงาเสียเหลือเกิน สายลมร้อนที่พัดผ่านใบไม้จำนวนมากมายทำให้เกิดเป็นท่วงทำนองเหมือนเป็นบทเพลงบอกลาที่แสนเศร้าสร้อย ทุ่งดอกไม้เชิงเขาวันนี้ดูไม่สดชื่นนักในสายตาของคนทั้งคู่ ปิงพิมพ์มาส่งสุดเขตต์เพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายและย้ำคำสัญญา เธอยื่นไดอารี่เล่มสวยให้กับสุดเขตต์

“ ปิงให้…เวลาหลังจากนี้เมื่อไหร่ที่เขตต์อยากคุยกับปิงเขตต์ก็เขียนมันลงในไดอารี่เล่มนี้นะ แล้วสักวันปิงจะกลับมาอ่าน…..พรุ่งนี้ปิงก็จะไปเหมือนกัน แต่…อีกไม่นานเราจะได้พบกันใช่ไหม”

“แน่นอน..ปิงเราจะได้พบกัน เขตต์จะกลับมารอปิงที่นี่ ที่บ้านสีขาวของคุณยาย…จำไว้ไม่มีวันลืม….ลาก่อนปิง..”

สุดเขตต์จับมือปิงพิมพ์ไว้แน่น สายตามั่นคงมองหน้าสาวน้อยตรงหน้าเหมือนจะประทับไว้ในความทรงจำไม่รู้ลืม สัมผัสสุดท้ายเหมือนย้ำคำสัญญาที่หนักแน่น ปิงพิมพ์เองก็เช่นกันเธอประสานสายตากับเขาเหมือนกับจะบอกว่า สัญญาไว้ไม่มีวันลืม….

บทที่ 4

ฤดูหนาวอันโหดร้ายเริ่มมาเยือน มันหนาวถึงกระดูก ที่นี่ในฤดูกาลเช่นนี้ไม่มีใครออกมาทำงาน ไม่มีแม้คนที่คิดจะออกจากบ้าน เพราะถนนหนทางขาวโพลนไปด้วยหิมะ หิมะที่ดูสวยงามหากแต่แฝงความร้ายกาจอันน่าสะพรึงกลัว หิมะที่มองดูนุ่มนวลน่าสัมผัส หากแต่เหน็บหนาวและแข็งกระด้าง ต้นไม้และพืชพันธุ์ต่างๆพากันหลับใหลอยู่ภายใต้หิมะขาวโพลนรอฤดูใบไม้ผลิที่จะมาเยือนเพื่อที่มันจะได้ชู่ช่อรับแสงแดดอบอุ่นอีกครั้ง

บ้านหลังเล็กๆที่ปลูกห่างกันเป็นระยะๆ ดูสว่างไสวไปด้วยแสงไฟอบอุ่นจากเตาผิง ณ.ที่นั้นสมาชิกในบ้านต่างพากันนั่งพักผ่อนอยู่หน้าเตาผิงเพื่อให้เกิดความอบอุ่น บ้างคุยกัน บ้างอ่านหนังสือ และทานขนมนมเนยต่างๆ สุดเขตต์พยายามขับรถอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่ในวันที่อากาศเป็นเช่นนี้มันดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนัก บ้านของเขาอยู่ห่างจากตัวเมืองและที่ทำงานออกไปค่อนข้างไกล ปกติการขับรถกลับบ้านเป็นเรื่องที่เขาค่อนข้างจะชอบเพราะเส้นระหว่างบ้านกับออฟฟิศของเขาเป็นเส้นทางที่ดูสวยงามน่ารื่นรมย์เหมือนในภาพวาดทีเดียว แต่มันไม่ใช่วันเช่นนี้

ในฤดูกาลนี้ดูแตกต่างออกไป สองข้างทางที่เคยร่มรื่นย์มาบัดนี้เหลือเพียงความแห้งแล้ง ไม่มีสีเขียวของใบไม้หรือสีสันอื่นใดนอกจากสีขาวของหิมะเท่านั้น จริงๆแล้วเขาก็ไม่อยากจะกลับบ้านนักหรอกในวันนี้ แต่ว่าเขาสัญญากับพ่อและแม่เอาไว้ ก็วันนี้เป็นวันครบรอบวันแต่งงานของพ่อกับแม่นี่นา มันสมควรที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน สุดเขตต์ไม่กลัวเรื่องอุบัติเหตุ เพราะเขาใช้เส้นทางสายนี้เป็นประจำ อีกทั้ง วันที่หิมะลงหนักกว่านี้เขาก็เคยขับมาแล้ว นอกจากนั้นเขาก็ค่อยๆขับมาอย่างไม่เร่งรีบ อีกไม่ถึง ไมล์ก็จะถึงบ้านแล้ว พอโค้งข้างหน้าไปแล้ว พ่อกับแม่ก็จะรอเขาอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเหมือนเช่นเคย

วันนี้เขามีเรื่องสำคัญจะมาบอกพ่อกับแม่ เขาอาจจะต้องกลับเมืองไทยเพราะทางบริษัทมีกำหนดที่จะไปเปิดสาขาที่โน้น และในฐานะที่เขาเป็นคนไทยเขาจึงได้รับเลือกให้ไปดูแลสาขาที่เมืองไทย แน่นอนเขายังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับปิงพิมพ์ แม้มันตั้งอีกเกือบปี กว่าจะถึงกำหนดนัดหมายของเขาและปิงพิมพ์แต่เขาไปรอก่อนก็ได้นี่ไม่เห็นจะเป็นไร

เขาจะไปทำความสะอาดและดูแลบ้านสีขาวหลังนั้นก่อน เขาจะไปหาคุณยายก่อน และพอปิงพิมพ์ไปถึงเขาก็จะยืนรอหล่อนอยู่ที่หน้าบ้านนั้น หล่อนจะเป็นยังไงบ้างนะ จะสวยขึ้นไหม หรือจะอ้วนขึ้นแต่ถึงหล่อนจะเป็นอย่างไรเขาก็ยังคงรักหล่อน สุดเขตต์หันมามองไดอารี่ปกสวยที่วางอยู่ในเบาะกว้างๆขณะที่คิดถึงคนให้ เสียงเพลง Yesterday ในวิทยุดังขึ้นทำให้เขานึกถึงคืนวันเก่าๆ

ขณะที่เขาหักพวงมาลัยเลี้ยวโค้ง ทันใดนั้นรถบรรทุกคันใหญ่ก็แล่นสวนมาโดยกินเลนถนน อาจจะด้วยคนขับไม่คิดว่ามีรถคันอื่นจะวิ่งผ่านเส้นทางนี้ในวันที่อากาศแย่ๆ ใครๆก็ควรจะหลบอากาศหนาวเย็นอยู่ในบ้าน รถทั้งสองคันจึงชนประสานงานกันอย่างจังก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ผู้คนแถวนั้นต่างวิ่งออกมาดู และช่วยกันดึงคนเจ็บออกจากรถ สุดเขตต์ไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขามันรวดเร็วมากเกินกว่าจะทันรู้สึกใดๆ เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงพ่อกับแม่เรียกเขาอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเวก และเสียงสุดท้ายที่ยินได้ก่อนที่เขาจะหลับไปก็คือเสียงใสๆของสาวน้อยที่เขาคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกกับคำสัญญาเมื่อเกือบสิบปีก่อน

“สัญญานะ..ในวันนี้อีกสิบปีให้หลังเราจะกลับมาพบกันใหม่ ที่นี่…ที่บ้านหลังนี้”

เสียงเพลง Yesterday ในวิทยุยังคงดังอยู่ด้วยท่วงทำนองหวานๆเศร้าๆ

Oh! I believed in yesterday….

.
.
.

“เพล้ง!” หญิงสาวหน้าตาสะสวยรูปร่างบอบบาง ใบหน้าใสๆไร้ร่องรอยการตบแต่งใดๆคล้ายกับสาวน้อยในภาพถ่ายที่ตอนนี้หล่นลงมาอยู่ที่พื้น มันเป็นรูปถ่ายเมื่อเกือบสิบปีมาแล้วสมัยที่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม ในรูปหนุ่มน้อยหน้าตาคมคายยิ้มเยือนมาให้อย่างอบอุ่น ข้างๆมีเด็กสาวหน้าใสนัยน์ตาบ้องแบ๊วมองมาเช่นกัน หากแต่ตอนนี้ตรงใบหน้าของหนุ่มน้อยผู้นั้นมีรอยร้าวของกระจกเป็นทางยาว ปิงพิมพ์ก้มลงเก็บภาพนั้นขึ้นมา แว่วเสียงคำสัญญาของหนุ่มน้อยในภาพยังคงก้องอยู่ที่หูเหมือนผู้พูด กำลังพูดอยู่ข้างๆ

“เราจะได้พบกัน เขตต์จะกลับมารอปิงที่นี่ ที่บ้านสีขาวของคุณยาย…จำไว้ไม่มีวันลืม..”

“ปิง กระจกแตกหรือลูก” เป็นเสียงของผู้มาใหม่ทำให้ความคิดคำนึงของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลง

“ค่ะแม่ มือปิงคงไปปัดโดนนะค่ะ กระจกแตกซะแล้ว คงต้องเอาไปเปลี่ยนแล้วล่ะค่ะ”

“งั้นพรุ่งนี้ค่อยเอาไปเปลี่ยนแล้วกันนะลูก ไปทานข้าวเถอะ” แล้วเธอก็ทำท่าจะเดินออกไปหากแต่เสียงใสๆที่ตอนนี้ค่อนข้างจะแปร่งดังขึ้นเสียก่อน

“แม่ค่ะ ปิงรู้สึกหวิวๆในใจยังไงชอบกล เหมือนๆ ของสำคัญโดนแย่งไปนะค่ะ”

คุณพิมพาเดินเข้ามาเอากรอบรูปวางไว้ที่เดิมก่อนที่จะโอบกอดลูกสาว แล้วเดินออกไปด้วยกันในท่าทางคล้ายปลอบโยน

“คิดมากนะลูก ไม่มีอะไรหรอก”

ปิงพิมพ์พยักหน้ารับ เพียงแต่แววตาเท่านั้นที่ยังมีร่องรอยของความกังวล
.
.
.
สายลมร้อนมาเยือนที่หมู่บ้านเชิงเขาอีกครั้ง หากแต่วันนี้มันก็ยังคงพัดพาความเศร้ามาให้เหมือนเมื่อครั้งวันวาน เมื่อชั่วโมงก่อนเธอยังคงมีความสุขยังคงนึกถึงเรื่องราวระหว่างสุดเขตต์กับเธอเมื่อครั้งยังเรียนหนังสือที่นี่ กำลังดีใจและตื่นเต้นที่จะได้พบกับเขาในวันนี้ กำลังนึกภาพของเขาหลังจากไม่ได้พบกันมาสิบปี เธอคิดมาตลอดทางที่ขี่จักรยานจากบ้านเก่าของเธอมาจนถึงบ้านของคุณยายที่เชิงเขาว่าถ้าเจอเขาจะทักอย่างไรดี เขาจะจำเธอได้ไหม หากแต่ตอนนี้ความสุขเหล่านั้นมันมลายหายไปสิ้น เพราะภาพตรงหน้า มันเป็นการบอกลาที่เจ็บปวดที่สุด สุดเขตต์ไม่ลืมสัญญา เขายังคงรักษาสัญญาของเขาไว้อย่างมั่นคง แต่ปิงพิมพ์ไม่ต้องการ เธออยากให้เขาไม่รักษาสัญญา ถ้าเขาไม่รักษาสัญญาเธอก็จะเสียน้ำตาแต่คงไม่มากมายเท่ากับตอนนี้

“เขตต์…ปิงมาแล้ว ปิงไม่ได้ลืมสัญญาของเรา แต่ทำไม ….ฮือๆ…ทำไม…ปิงรู้ว่าเขตต์ก็ไม่ลืมสัญญาแต่ปิงไม่ต้องการ ได้ยินไหมเขตต์ ปิงไม่ต้องการแบบนี้” หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งกับหลุมฝังศพตรงหน้า เธอร้องไห้อย่างไม่อาย สายลมตอบรับความเศร้าใจ ด้วยใบไม้นับร้อยใบที่พากันล่วงหล่นสู่พื้นดิน หญิงสาวนั่งอยู่อย่างนั้นจนเย็น มีใบไม้นับร้อยนับพันกับสายลมเอื่อยๆ รวมทั้งใบหน้าเศร้าสร้อยของคุณยายข้างหน้าต่างในเงาแดด เป็นเพื่อน จนกระทั่งมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่ของเธอ หญิงสาวหันไปด้วยความรู้สึกยินดี

“เขตต์….เขตต์มาจริงๆด้วย เขตต์ไม่ลืมสัญญาของเรา”

ใบหน้าที่เคยคุ้นมาแต่เยาว์วัยยิ้มเยือนให้เธอย่างอบอุ่นเช่นเคย หากแต่สายตาเท่านั้นที่ดูเศร้า ปิงพิมพ์ยิ้มให้สุดเขตต์ทั้งน้ำตา หากแต่พอเธอเอื้อมมือจะไปแตะเขากับหายไป ปิงพิมพ์ลุกขึ้นและเดินเข้าไปในบ้านสีขาวของคุณยาย ภายในห้องทุกอย่างยังคงเหมือนเมื่อสิบปีก่อนเหมือนกาลเวลายังคงหยุดอยู่ที่เดิม บนโต๊ะยังมีแจกันที่ใส่ดอกไม้แห้งๆของเธอ หน้าต่างข้างเก้าอี้โยกก็ยังคงมีแผ่นไม้ปิดอยู่ด้วยฝีมือของสุดเขตต์ และที่ข้างหน้าต่างนั่นคุณยายยังคงนั่งยิ้มละมัยหากแต่เป็นยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยนัก และข้างๆคุณยายใครคนหนึ่งใครคนที่เธอคิดถึงยืนอยู่ที่นั่น เขายิ้มให้เธอเหมือนเมื่อสิบปีก่อน เขาเดินเข้ามาหาเธอ และเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน

“ปิงอย่าร้องไห้…เขตต์จะอยู่ที่นี่กับคุณยาย…จะคอยดูแลปิงตลอดไป..”

เขาไม่เคยลืมสัญญา สุดเขตต์ยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนที่จะเลือนหายไปในเงาแดด สายลมอุ่นๆพัดอยู่รอบตัวเธอคล้ายกับจะบอกว่าสัญญาครั้งมิใช่เพียงคำสัญญาหากแต่เป็นคำมั่นสัญญาที่ผูกพันคนทั้งสองด้วยชีวิตและวิญญาณ ปิงพิมพ์ยิ้มออกมาเพราะเธอแน่ใจแล้วว่านับแต่นี้ต่อไป เธอและสุดเขตต์จะไม่จากกันอีก แม้จะไม่เห็นแต่เธอก็รู้ได้ด้วยใจว่าเขาจะอยู่ข้างๆเธอตลอดไปเพราะสัญญาที่ให้ไว้แก่กัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *